โรคโรซาเชีย Rosacea มีอาการอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไร?

Last updated: 31 ก.ค. 2569  |  10 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โรคโรซาเชีย Rosacea มีอาการอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไร?

โรคโรซาเชีย Rosacea มีอาการอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไร?

แนวทางการวินิจฉัยและรักษา Rosacea ตามลักษณะอาการ
     - โรซาเชีย (Rosacea) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นบริเวณกึ่งกลางใบหน้า โดยมักพบบริเวณแก้ม จมูก คาง และหน้าผาก อาการสำคัญ ได้แก่ หน้าแดงเป็นพัก ๆ รอยแดงคงอยู่ เส้นเลือดฝอยขยาย ตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง อาการแสบหรือร้อนผิว รวมถึงความผิดปกติของดวงตาในผู้ป่วยบางราย
ลักษณะของโรคอาจคล้ายสิว ผื่นแพ้สัมผัส ผื่นเซ็บเดิร์ม หรือผื่นจากการใช้ยาสเตียรอยด์บนใบหน้า จึงอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่ตรงกับโรค โดยเฉพาะการใช้ยารักษาสิวหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่ระคายเคือง ซึ่งอาจทำให้อาการแสบ แดง และผิวไวรุนแรงขึ้น
    - แม้โรซาเชียจะไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่รอยแดงและการอักเสบที่เกิดบนใบหน้าอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ภาพลักษณ์ ความมั่นใจ และภาวะทางอารมณ์ของผู้ป่วยได้ การวินิจฉัยอย่างถูกต้องและวางแผนรักษาตามลักษณะอาการของแต่ละบุคคลจึงมีความสำคัญ
...

โรคโรซาเชีย Rosacea มีอาการอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไร?

พยาธิกำเนิดของโรซาเชีย
สาเหตุของโรซาเชียยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกลไกใดกลไกหนึ่ง ปัจจุบันเชื่อว่าโรคเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรม ปัจจัยแวดล้อม ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาทและหลอดเลือด เกราะป้องกันผิว และจุลชีพที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง


1. ความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดเลือด
ผู้ป่วยโรซาเชียมีการตอบสนองของเส้นประสาทรับความรู้สึกและหลอดเลือดบริเวณใบหน้าต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ เมื่อสัมผัสความร้อน แสงแดด อาหารรสจัด เครื่องดื่มร้อน แอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย หรือความเครียด หลอดเลือดอาจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการหน้าแดงซ่านหรือ flushing
หากเกิดการขยายตัวของหลอดเลือดซ้ำ ๆ รอยแดงอาจคงอยู่นานขึ้นและพัฒนาเป็นรอยแดงถาวร รวมถึงเห็นเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กบริเวณแก้มและจมูกได้ชัดเจน
     ความผิดปกติของระบบประสาทรับความรู้สึกยังสัมพันธ์กับอาการแสบ ร้อน คัน เจ็บ หรือตึงผิว ซึ่งอาจรุนแรงกว่าความผิดปกติที่มองเห็นจากภายนอก

2. ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดของผิวหนัง หรือ innate immune system มีหน้าที่ตอบสนองต่อเชื้อจุลชีพ การบาดเจ็บ และสิ่งแวดล้อม ในผู้ป่วยโรซาเชีย ระบบดังกล่าวอาจทำงานมากเกินไป
    - กลไกสำคัญที่ได้รับการศึกษาคือการเพิ่มขึ้นของ Toll-like receptor 2 และเอนไซม์ kallikrein 5 ซึ่งกระตุ้นการเปลี่ยนสารตั้งต้นของ cathelicidin ให้เป็นเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ก่อการอักเสบ เช่น LL-37 ส่งผลให้เกิดการอักเสบ การขยายตัวของหลอดเลือด การสร้างหลอดเลือดใหม่ และอาการบวมแดง
อย่างไรก็ตาม กลไก cathelicidin เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยาธิกำเนิด และไม่ได้หมายความว่าความผิดปกตินี้เกิดขึ้นในระดับเดียวกันในผู้ป่วยทุกราย

3. ความผิดปกติของเกราะป้องกันผิว
ผู้ป่วยโรซาเชียจำนวนมากมีเกราะป้องกันผิวทำงานลดลงและมีการสูญเสียน้ำผ่านผิวเพิ่มขึ้น ผิวจึงแห้ง ตึง ลอก แสบ และไวต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้บนใบหน้า
เมื่อเกราะป้องกันผิวไม่สมบูรณ์ สารระคายเคืองสามารถผ่านเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันและเส้นประสาทรับความรู้สึกถูกกระตุ้นต่อเนื่อง จึงเกิดวงจรของผิวแห้ง การอักเสบ และความไวต่อสิ่งกระตุ้น
    - การฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่เพียงการดูแลเสริมเพื่อความชุ่มชื้นเท่านั้น

4. บทบาทของไรขน Demodex
Demodex เป็นไรขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ตามรูขุมขนและต่อมไขมันของมนุษย์ตามธรรมชาติ การตรวจพบ Demodex จึงไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมีสุขอนามัยไม่ดีหรือเป็นโรคเสมอไป
    - อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้ป่วยโรซาเชียบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีตุ่มนูนแดงและตุ่มหนอง อาจมีความหนาแน่นของ Demodex สูงกว่าคนทั่วไป หรือมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อไรและจุลชีพที่เกี่ยวข้องมากผิดปกติ
    - ปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า Demodex เป็นสาเหตุเริ่มต้นของโรค หรือเพิ่มจำนวนขึ้นภายหลังจากสภาพแวดล้อมของผิวเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การรักษาที่มุ่งลด Demodex จึงเหมาะกับผู้ป่วยบางลักษณะ แต่ไม่ใช่การรักษาหลักสำหรับโรซาเชียทุกกรณี

5. บทบาทของเชื้อ Helicobacter pylori
มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการติดเชื้อ Helicobacter pylori กับโรซาเชีย แต่ผลการศึกษายังไม่สอดคล้องกัน และยังไม่สามารถยืนยันว่าเชื้อดังกล่าวเป็นสาเหตุโดยตรงของโรค
    - การตรวจหรือกำจัดเชื้อ H. pylori จึงไม่ใช่การรักษามาตรฐานของโรซาเชีย เว้นแต่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ทางระบบทางเดินอาหารหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อื่นสำหรับการตรวจและรักษาเชื้อนี้
...

โรคโรซาเชีย Rosacea มีอาการอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไร?

ลักษณะอาการของโรซาเชีย
ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะอาการแตกต่างกัน และอาจมีหลายอาการเกิดร่วมกันได้
หน้าแดงเป็นพัก ๆ
>> อาการหน้าแดงซ่านหรือ flushing มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ความร้อน แสงแดด อาหารเผ็ด เครื่องดื่มร้อน แอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย หรือความเครียด

>> ในระยะแรก รอยแดงอาจลดลงเองภายในเวลาไม่นาน แต่เมื่อเกิดซ้ำบ่อย อาการอาจอยู่นานขึ้นและค่อย ๆ พัฒนาเป็นรอยแดงคงอยู่
รอยแดงคงอยู่บริเวณกึ่งกลางใบหน้า
>> รอยแดงมักพบบริเวณแก้ม จมูก คาง หรือหน้าผาก และอาจมีความรุนแรงเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ สภาพแวดล้อม และกิจกรรมในแต่ละวัน
ในผู้ที่มีสีผิวเข้ม รอยแดงอาจมองเห็นได้ไม่ชัด อาจปรากฏเป็นสีแดงคล้ำ ม่วง หรือน้ำตาลแดง จึงควรประเมินอาการแสบ ร้อน ตึง ผิวไว และการเปลี่ยนแปลงของสีผิวร่วมด้วย

- เส้นเลือดฝอยขยาย
>> เส้นเลือดขนาดเล็กบริเวณแก้มและข้างจมูกอาจขยายตัวจนมองเห็นเป็นเส้นสีแดง เรียกว่า telangiectasia การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักไม่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ลดตุ่มอักเสบเพียงอย่างเดียว
- ตุ่มนูนแดงและตุ่มหนอง

>> ผู้ป่วยบางรายมีตุ่มนูนแดงหรือมีตุ่มหนองบริเวณกึ่งกลางใบหน้า ลักษณะอาจคล้ายสิวอักเสบ แต่โดยทั่วไปจะไม่พบสิวอุดตันเป็นองค์ประกอบเด่น
ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นทั้งสิวและโรซาเชียพร้อมกัน การพบสิวอุดตันจึงไม่ได้ตัดการวินิจฉัยโรซาเชียเสมอไป แต่บ่งชี้ว่าอาจมีสิวร่วมด้วย
อาการแสบ ร้อน คัน และผิวไว

>> ผู้ป่วยอาจรู้สึกแสบ ร้อน คัน ตึง หรือเจ็บผิวหลังสัมผัสน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด มอยส์เจอไรเซอร์ ครีมกันแดด หรือเครื่องสำอาง
อาการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับทั้งความผิดปกติของเส้นประสาทรับความรู้สึก การอักเสบ และเกราะป้องกันผิว จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นการแพ้ผลิตภัณฑ์เสมอไป
ผิวหนังหนาตัว

>> Phymatous change เป็นการเพิ่มขึ้นของต่อมไขมัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และพังผืด ทำให้ผิวหนา ขรุขระ รูขุมขนเด่น และรูปร่างของอวัยวะเปลี่ยนแปลง
ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณจมูก เรียกว่า rhinophyma แต่สามารถพบได้ที่คาง หน้าผาก ใบหู หรือเปลือกตา ภาวะนี้พบในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิง และมักดำเนินโรคอย่างช้า ๆ
...

อาการทางดวงตา
Ocular rosacea อาจมีอาการดังต่อไปนี้
* ตาแห้งหรือแสบตา
* รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
* ขอบเปลือกตาแดงหรืออักเสบ
* ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาทำงานผิดปกติ
* ตากุ้งยิงหรือก้อนไขมันที่เปลือกตาเป็นซ้ำ
* ตาแดงและแพ้แสง
* ตามัวหรือปวดตาในรายที่มีการอักเสบรุนแรง

ความชุกของ ocular rosacea แตกต่างกันมากระหว่างการศึกษา เนื่องจากใช้เกณฑ์วินิจฉัยและประชากรต่างกัน จึงไม่ควรระบุเป็นตัวเลขเดียวตายตัว อาการทางตาอาจเกิดก่อน พร้อมกับ หรือหลังอาการทางผิวหนัง และความรุนแรงของอาการตาอาจไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของผื่นบนใบหน้า
...

โรคโรซาเชีย Rosacea มีอาการอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไร?

การจำแนกโรซาเชีย: จากระบบชนิดย่อยสู่ Phenotype-Based Approach
ในอดีต โรซาเชียแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ได้แก่
1. Erythematotelangiectatic rosacea
2. Papulopustular rosacea
3. Phymatous rosacea
4. Ocular rosacea
     การแบ่งชนิดดังกล่าวยังมีประโยชน์สำหรับอธิบายภาพรวม แต่มีข้อจำกัด เพราะผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีทั้งรอยแดงคงอยู่ เส้นเลือดฝอย ตุ่มหนอง ผิวหนาตัว และอาการทางตาร่วมกัน
     แนวทางสากลปัจจุบันจึงสนับสนุนการประเมินแบบ phenotype-based approach โดยระบุลักษณะอาการที่เกิดขึ้นจริง แล้วรักษาแต่ละองค์ประกอบอย่างเหมาะสม แทนการบังคับให้ผู้ป่วยอยู่ในชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น
...

เกณฑ์การวินิจฉัยโรซาเชีย
การวินิจฉัยอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก ไม่มีการตรวจเลือดชนิดใดที่สามารถยืนยันโรซาเชียได้โดยตรงในผู้ป่วยทุกราย
ตามแนวทาง phenotype-based classification ลักษณะที่สามารถใช้สนับสนุนการวินิจฉัยแบ่งได้ดังนี้
Diagnostic phenotypes
การพบลักษณะใดลักษณะหนึ่งต่อไปนี้สามารถสนับสนุนการวินิจฉัยโรซาเชียได้ หากมีรูปแบบและตำแหน่งสอดคล้องกับโรค
* รอยแดงคงอยู่บริเวณกึ่งกลางใบหน้าในรูปแบบที่จำเพาะ โดยอาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ
* ผิวหนังหนาตัวแบบ phymatous change
Major phenotypes
หากไม่มี diagnostic phenotype การพบลักษณะสำคัญอย่างน้อยสองประการร่วมกันสามารถสนับสนุนการวินิจฉัยได้ ได้แก่
* หน้าแดงซ่านเป็นพัก ๆ
* ตุ่มนูนแดงและตุ่มหนอง
* เส้นเลือดฝอยขยาย
* อาการทางดวงตาที่เข้าได้กับ ocular rosacea
อาการแสบ ร้อน บวม ผิวแห้ง และผิวไวเป็นลักษณะที่พบร่วมได้ แต่ไม่จำเพาะเพียงพอที่จะใช้ยืนยันการวินิจฉัยโดยลำพัง
...

โรคที่ต้องวินิจฉัยแยก
โรคที่อาจมีลักษณะคล้ายโรซาเชีย ได้แก่
* สิว
* ผื่นเซ็บเดิร์ม
* Periorificial dermatitis
* ผื่นแพ้สัมผัสหรือผื่นระคายเคือง
* Steroid-induced rosacea-like dermatitis
* Demodicosis
* โรคลูปัส
* Folliculitis
* Photodermatitis
* Sarcoidosis หรือ granulomatous disorders บางชนิด

    การตัดชิ้นเนื้อไม่จำเป็นในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่อาจพิจารณาเมื่อรอยโรคมีลักษณะผิดปกติ ไม่สมมาตร มีปุ่มก้อน แผลเรื้อรัง ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือจำเป็นต้องแยกจากโรค granulomatous โรคภูมิคุ้มกัน หรือเนื้องอกผิวหนัง
...

โรซาเชียแตกต่างจากสิวอย่างไร?
ลักษณะ สิว โรซาเชีย
- สิวอุดตัน มักพบและเป็นลักษณะสำคัญ ไม่ใช่ลักษณะของโรซาเชีย แต่อาจพบได้หากมีสิวร่วมด้วย
- รอยแดงพื้นผิว มักแดงรอบรอยโรคอักเสบ อาจมีรอยแดงเป็นปื้นบริเวณกึ่งกลางใบหน้า
Flushing ไม่ใช่ลักษณะเด่น พบได้บ่อย
- เส้นเลือดฝอย ไม่ใช่ลักษณะเด่น พบได้ โดยเฉพาะบริเวณแก้มและจมูก
- อาการแสบหรือร้อน อาจพบจากการอักเสบหรือยา พบได้บ่อยและอาจเด่นกว่าผื่น
ตำแหน่ง ใบหน้า หน้าอก หลัง และไหล่ มักเด่นบริเวณกึ่งกลางใบหน้า
- อาการทางตา ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับสิว อาจเกิดร่วมกับโรซาเชีย
ความแตกต่างที่มีประโยชน์คือ สิวมีสิวอุดตันเป็นลักษณะสำคัญ ขณะที่โรซาเชียมีรอยแดงพื้นผิว หน้าแดงซ่าน เส้นเลือดฝอย และอาการแสบผิวเป็นองค์ประกอบเด่น อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโรคสามารถเกิดร่วมกันได้ จึงไม่ควรใช้เกณฑ์ข้อเดียวในการวินิจฉัย
...

ปัจจัยกระตุ้นอาการกำเริบ
ปัจจัยกระตุ้นไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรค แต่ทำให้อาการของผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรซาเชียกำเริบขึ้นได้
ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่
* แสงแดด
* ความร้อนหรือความเย็นจัด
* ลมแรง
* การเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
* อาหารรสจัด
* เครื่องดื่มร้อน
* แอลกอฮอล์
* การออกกำลังกายที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูง
* ความเครียดหรืออารมณ์รุนแรง
* การอดนอน
* เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง
* ยาที่ทำให้หลอดเลือดขยายในผู้ป่วยบางราย
* การใช้ยาสเตียรอยด์ทาบริเวณใบหน้าเป็นเวลานาน

ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงทุกปัจจัยในรายการ เพราะสิ่งกระตุ้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การทำ Rosacea diary เป็นเวลา 2–4 สัปดาห์อาจช่วยค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างอาการกับอาหาร อุณหภูมิ กิจกรรม ความเครียด และผลิตภัณฑ์ที่ใช้
...
แนวทางการรักษาโรซาเชีย
การรักษาควรเลือกตาม phenotype ที่พบในผู้ป่วยแต่ละราย เพราะรอยแดง ตุ่มอักเสบ เส้นเลือดฝอย ผิวหนาตัว และอาการทางตาไม่ได้ตอบสนองต่อการรักษาชนิดเดียวกันทั้งหมด แนวทางมาตรฐานจึงมักประกอบด้วยการดูแลผิว การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ยา และหัตถการทางการแพทย์ร่วมกันตามข้อบ่งชี้

1. การรักษารอยแดงคงอยู่
ยาทาที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว เช่น brimonidine หรือ oxymetazoline อาจช่วยลดรอยแดงได้ชั่วคราวในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ยากลุ่มนี้ไม่ได้รักษาความผิดปกติทั้งหมดของโรซาเชีย และผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการระคายเคือง รอยแดงไม่สม่ำเสมอ หรือรอยแดงกลับมากขึ้นหลังยาหมดฤทธิ์ จึงควรเริ่มใช้ตามคำแนะนำของแพทย์และประเมินการตอบสนองเป็นรายบุคคล
ไม่ควรสรุปว่าการใช้ต่อเนื่องจะปรับโครงสร้างหลอดเลือดหรือทำให้โรคหายถาวร เนื่องจากฤทธิ์หลักคือการลดรอยแดงในช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์

2. การรักษาตุ่มนูนแดงและตุ่มหนอง
ยาทาที่ใช้บ่อย ได้แก่
* Ivermectin
* Metronidazole
* Azelaic acid

- การเลือกยาขึ้นอยู่กับจำนวนรอยโรค ความรุนแรง ความไวของผิว และความเป็นไปได้ที่ Demodex มีบทบาท ในผู้ป่วยที่มีตุ่มอักเสบจำนวนมากหรือไม่ตอบสนองต่อยาทา แพทย์อาจพิจารณา doxycycline โดยใช้ฤทธิ์ต้านการอักเสบเป็นหลัก ขนาดยาและระยะเวลารักษาต้องพิจารณาตามบริบทของผู้ป่วย
- กรณีที่โรครุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อแนวทางมาตรฐาน อาจพิจารณา isotretinoin ขนาดต่ำในผู้ป่วยที่เหมาะสม ภายใต้การติดตามผลและมาตรการป้องกันการตั้งครรภ์อย่างเคร่งครัด

3. การรักษาเส้นเลือดฝอยและรอยแดงด้วยพลังงาน
เส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จึงมักไม่หายด้วยยาลดการอักเสบเพียงอย่างเดียว
วิธีที่มีการใช้ในการรักษา ได้แก่
* Pulsed dye laser
* KTP laser
* Intense pulsed light
* เลเซอร์หลอดเลือดชนิดอื่นตามลักษณะของหลอดเลือดและสีผิว

- การเลือกความยาวคลื่น ขนาดจุด ระยะเวลาพัลส์ ระดับพลังงาน และระบบทำความเย็นต้องพิจารณาจากขนาดและความลึกของหลอดเลือด สีผิว ความ รุนแรงของการอักเสบ และความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหลังการอักเสบ
- เลเซอร์และแสงอาจช่วยลดเส้นเลือดฝอยและรอยแดง แต่ไม่ได้รักษาความผิดปกติของเกราะป้องกันผิว ระบบภูมิคุ้มกัน หรือปัจจัยกระตุ้นทั้งหมด จึงควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาแบบผสมผสาน ไม่ใช่ทดแทนการรักษาหลัก
- สำหรับ microneedle radiofrequency และ fractional non-ablative laser แม้อาจมีการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลคุณภาพผิวหรือรอยแดง แต่ยังไม่ควรกล่าวว่าเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับการฟื้นฟู skin barrier หรือยับยั้งหลอดเลือดผิดปกติของโรซาเชียโดยตรง หากนำมาใช้ควรพิจารณาข้อบ่งชี้ หลักฐาน ความรุนแรงของการอักเสบ และความเสี่ยงต่อการระคายเคืองอย่างระมัดระวัง

4. การรักษา Phymatous Rosacea
ระยะที่ยังมีการอักเสบและเนื้อเยื่อหนาตัวไม่มาก อาจพิจารณายาลดการอักเสบหรือ isotretinoin ในผู้ป่วยบางราย
เมื่อเกิดพังผืด ต่อมไขมันโต และเนื้อเยื่อส่วนเกินชัดเจนแล้ว การใช้ยามักไม่สามารถลดเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นแล้วได้ทั้งหมด อาจต้องพิจารณา
* Ablative laser resurfacing
* Electrosurgery
* Dermabrasion
* Surgical debulking หรือ surgical excision

เป้าหมายคือปรับลดเนื้อเยื่อส่วนเกิน รักษารูปร่างของอวัยวะ และหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อโครงสร้างสำคัญ

5. การรักษา Ocular Rosacea
การดูแลขั้นพื้นฐานประกอบด้วย
* ประคบอุ่น
* ทำความสะอาดขอบเปลือกตา
* ใช้น้ำตาเทียมตามความเหมาะสม
* รักษาภาวะต่อมไขมันเปลือกตาทำงานผิดปกติ
* ใช้ยารับประทานหรือยาหยอดตาตามข้อบ่งชี้

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดตา แพ้แสงชัดเจน ตามัว การมองเห็นลดลง หรือสงสัยกระจกตาอักเสบ ควรได้รับการประเมินโดยจักษุแพทย์ เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนบางชนิดอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้

...

การดูแลผิวประจำวัน
การทำความสะอาด
เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและไม่มีเม็ดสครับ ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วนวดเบา ๆ และซับผิวโดยไม่ถูแรง ในช่วงที่โรคกำเริบ ควรลดขั้นตอนการดูแลผิวและหลีกเลี่ยงการเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่หลายชนิดพร้อมกัน

การใช้มอยส์เจอไรเซอร์
มอยส์เจอไรเซอร์ช่วยลดการสูญเสียน้ำและสนับสนุนการฟื้นตัวของเกราะป้องกันผิว ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบไม่ซับซ้อนและไม่มีสารที่เคยกระตุ้น

อาการของผู้ป่วย
คำว่า “สำหรับผิวแพ้ง่าย” ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะสามารถใช้ผลิตภัณฑ์นั้นได้ จึงควรทดลองในบริเวณขนาดเล็กก่อนใช้ทั่วใบหน้า

การป้องกันแสงแดด
ควรใช้ครีมกันแดดชนิด broad-spectrum ค่า SPF 30 ขึ้นไป ร่วมกับหมวก ร่ม และการหลีกเลี่ยงความร้อนจากแสงแดด

ครีมกันแดดชนิด mineral ที่มี zinc oxide หรือ titanium dioxide อาจระคายเคืองน้อยในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน สิ่งสำคัญคือเลือกสูตรที่ไม่ทำให้แสบหรืออุดตันและสามารถใช้ได้ต่อเนื่อง

ส่วนผสมที่ควรระมัดระวัง
ผู้ป่วยบางรายอาจระคายเคืองจาก
* น้ำหอม
* แอลกอฮอล์บางชนิด
* เมนทอล
* การบูร
* สครับ
* AHA หรือ BHA ความเข้มข้นสูง
* Retinoids
* Benzoyl peroxide
* ผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ใช้ร่วมกันจนเกราะป้องกันผิวเสีย
ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโรซาเชียทุกคนต้องงดสารเหล่านี้ทั้งหมด แต่ควรพิจารณาตามสภาพผิว ระยะของโรค และความทนต่อผลิตภัณฑ์ของแต่ละบุคคล
...

โรซาเชียรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
- โรซาเชียเป็นโรคเรื้อรังที่มีช่วงกำเริบและสงบสลับกัน ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้แนวโน้มของโรคหายไปอย่างถาวรในผู้ป่วยทุกราย แต่สามารถควบคุมอาการ ลดจำนวนรอยโรค ลดความถี่ของการกำเริบ และป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในระยะยาวได้

ผลการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การระบุ phenotype การเลือกยาและหัตถการให้ตรงกับอาการ การดูแลเกราะป้องกันผิว การป้องกันแสงแดด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเฉพาะบุคคล

หากมีอาการหน้าแดงเรื้อรัง แสบหรือร้อนผิว มีตุ่มอักเสบที่รักษาแบบสิวแล้วไม่ดีขึ้น เห็นเส้นเลือดฝอย ผิวบริเวณจมูกเริ่มหนาตัว หรือมีอาการระคายเคืองตาร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและแยกโรคอื่นก่อนเริ่มการรักษา
ผลการรักษาและระยะเวลาที่ใช้ในการควบคุมโรคแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

.......

http://line.me/ti/p/@Demedclinic

.......
ปรึกษาคุณหมอหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 063-959-4392
Line: http://line.me/ti/p/@Demedclinic 
Line: @Demedclinic
Wechat/Whatsapp: Demedclinic
IG: https://www.instagram.com/drsuparuj 
FB: www.facebook.com/drsuparuj 
Youtube: https://bit.ly/3p20YLE 
Blockdit: https://bit.ly/3d8vYr1 
TikTok : https://vt.tiktok.com/ZSJ141Mdf/ 
X.com : https://mobile.twitter.com/drruj1 
Lemon8 : https://s.lemon8-app.com/s/GgUZYhfpSs 
www.demedclinic.com  / www.demedhaircenter.com 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้