ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

Last updated: 2022-04-20  |  75 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

 

ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไป แล้วแต่บุคคล

ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไป แล้วแต่บุคคล

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

>>> รอยแตกลายเกิดจากการยืด-ขยายอย่างรวดเร็วของผิวหนังและเนื้อเยื่อ เช่น จากการตั้งครรภ์ นํ้าหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างคอลลาเจนถูกทำลาย จนเกิดรอยแตกลายบริเวณต่างๆ ซึ่งผิวแตกลายนั้น

•มักจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังชั้นกลาง และเกิดในบริเวณที่มีไขมันสะสมอยู่มาก เช่น บริเวณหน้าท้อง หน้าอก เต้านม สะดือ ต้นแขน ต้นขา สะโพก รักแร้ และน่อง
Plast. Reconstr. Surg. 148: 77, 2021.
•ส่วนมากจะเจอปัญหานี้ตอนเด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น เพราะเป็นวัยกำลังเจริญเติบโต หรือเกิดจากการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็วจนผิวหนังขยายตามไม่ทัน*
•และปัญหาผิวแตกลายในสตรีตั้งครรภ์มากถึง 90% เพราะครรภ์โตจนทำให้หน้าท้องและขาอ่อนแตกลาย*

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?



>>> อาการเริ่มแรกของผิวแตกลาย คือ ผิวหนังจะเกิดรอยเป็นเส้นสีแดงหรือม่วง Striae rubes (ระยะแรก) และจะมีสีอ่อนลงเรื่อย ๆ จนเป็นสีขาวขุ่น Striae alba (ระยะหลัง)
•โดยรอยแตกลายจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆดังนี้
1.Striae distensae มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานจากการยืด
2.Striae atrophicans มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานโดยมีอาการผิวฝ่อ
3.Striae rubra มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานสีแดง*
4.Striae alba มีลักษณะเป็นลายเส้นขนานสีขาว*

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

 

>>> ลักษณะจากการตรวจชิ้นเนื้อพบผิวชั้นนอก Epidermis มีการฝ่อตัวลง ชั้นหนังแท้ dermis มีการฝ่อความหนา ลดลงมีคอลลาเจนและ extracellular matrix ลดลง เส้นใยอีลาสติน elastic fiber ลดลงในส่วนกลางของรอยโรค

>>> วิธีการดูแลผิวแตกลาย
• พยายามไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว : โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างวัยรุ่น ผู้ออกกำลัง และหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่กำลังจะลดน้ำหนัก
• ทาครีมบำรุง หรือครีมลดรอยแตกลายเป็นประจำ : เน้นการทาครีมบำรุงที่มีความเข้มข้นสูงในบริเวณผิวแตกลายทุกวันเป็นประจำก่อนนอนและในตอนเช้า หรือทาทุกครั้งหลังอาบน้ำ และอย่าปล่อยให้บริเวณที่ผิวแตกลายแห้งเป็นอันขาด เพราะมันอาจจะลุกลามกว้างขึ้นได้ สารที่มีการศึกษาเช่น Hyarulonic acid, สารสกัดจากใบบัวบก Centella, วิตามิน C Ascorbic acid ซิลิโคน เป็นต้นครับ
***ยาทาดูแลผิวแตกลาย : เป็นยาทาในกลุ่มอนุพันธ์กรดวิตามินเอ ที่แนะนำคือ Tretinoin เช่น เรตินเอ (Retin A) ให้เลือกใช้ความเข้มข้น 0.025% หรือ 0.05% หลังเช็ดตัวให้แห้ง รอให้แห้งสนิทสักประมาณ 10 นาที นำมาทาบริเวณผิวที่เป็นรอยแตก ก่อนเข้านอนและทำวันเว้นวัน*

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?

ผิวแตกลาย หรือ รอยแตกลาย (Stretch Mark หรือ Striae) ดูแลได้อย่างไร ?


•การใช้การรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคลินิกที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้

•รักษาด้วยทรีตเมนต์ : แบ่งออกเป็น การกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion) / การผลัดเซลล์ด้วยกรดผลไม้ (Chemical Peel) (ให้ผลการรักษาประมาณ 10-20%) / การรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (ให้ผลการรักษาประมาณ 20-40%) ได้ผลไม่มากหมอไม่ค่อยแนะนำครับ

* รักษาด้วยวิธี Dermaroller : ช่วยทำลายพังผืดที่หลุมบนผิวหรือรอยที่เป็นปัญหา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง และโดยมากแล้วจะนำมาใช้ควบคู่ไปกับตัวยาหรือเซรั่มบำรุงผิว แต่ต้องทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 2 สัปดาห์ ติดต่อกัน 5-6 ครั้ง จึงจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลง ได้ผลไม่มากหมอไม่ค่อยแนะนำครับ

•รักษาด้วยวิธีแสงความเข้มข้นสูง IPL Intensed Pulsed Light : เทคนิคการใช้แสงความเข้มสูง นำมายิงบริเวณผิวที่เป็นรอยแตก แต่วิธีนี้จะได้ผลดีกับรอยแตกในระยะแรกที่มีสีแดง* และต้องทำอย่างน้อย 5 ครั้ง (ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์) ให้ผลรอยแตกลายจางลงประมาณ 30-50% ขึ้นอยู่กับระยะของรอยแตกที่เป็น เหมาะในรายที่รอยแตกลายยังมีสีแดงอยู่

•รักษาด้วยวิธีการ Carboxytherapy : การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวทำให้ผิวตึงกระชับขึ้น และยังช่วยสลายเซลล์ไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย โดยอาศัยเทคนิคการฉีดก๊าซที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นการฉีดตื้น ๆ เข้าไปเพียงชั้นหนังแท้ตามแนวร่องแตกลายผิวหนัง แต่การรักษาด้วยวิธีนี้จะต้องทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง ติดต่อกันทุก ๆ 1 สัปดาห์ ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลประมาณ 30-60% หรืออาจจะไม่ได้ผลเลยในบางราย เป็นวิธีการดูแลรักษาเก่าปัจจุบันเลเซอร์ได้ผลดีกว่าครับ

>>> เลเซอร์รอยแตกลาย : แบ่งออกเป็น
- เลเซอร์แบบช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปรับสีรอยแตกลายให้ใกล้เคียงกับสีผิวปกติ เช่น long pulsed nd yag (Coolglide) , erbium glass laser (Fraxel, Finescan),
- เลเซอร์สร้างผิวใหม่ Fractional Ablative Laser เช่น Fractional Carbondioxide Laser, Fractional Erbium laser
- เลเซอร์แบบรักษารอยแดงหรือรักษาความผิดปกติของเส้นเลือด เหมาะสำหรับรอยแตกลายที่มีสีแดง เช่น Pulsed dye laser PDL (Vbeam)
- Picosecond Laser เป็นเทคโนโลยีที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของ วงการเลเซอร์ผิวหนังเพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องกำจัดเม็ดสีแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ โดยไม่เกิดการสะสมพลังงานความร้อน จึงไม่กระทบผิวข้างเคียง และใช้เวลาในการรักษาน้อยกว่าเครื่องเลเซอร์รุ่นเดิม


• ช่วยผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิว
• หลังทำ ไม่มีแผลตกสะเก็ด ไม่ต้องพักฟื้น และเจ็บน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องเลเซอร์รุ่นอื่นๆ รวมทั้งไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการรักษาด้วยเลเซอร์รุ่นเดิมๆ
• ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน (Elastin) ใต้ชั้นผิว ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เนื้อเยื่อบริเวณรอยแตกลายให้เรียบเนียน ช่วยให้ผิวแข็งแรง
•ซึ่งการรักษาด้วยเลเซอร์ สามารถรักษาได้ทั้งรอยแตกลายในระยะแรก-ระยะหลัง และการรักษาด้วยวิธีนี้จะได้ผลประมาณ 40-60%
•การใช้คลื่นวิทยุ RadioFrequency device เช่น Ematrix, InfiniRF Microneedle
•การใช้เกล็ดเลือดเข้มข้น PRP/ PRF ซึ่งมีสารช่วยกระตุ้น Growth factor การสร้างเส้นใจคอลลาเจนและอีลาสติน

>>> ปัจจุบันมีการศึกษาการใช้หลายเทคนิคร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดียิ่งขึ้นครับเช่น
•Fractional CO2 Laser + Fractional RF
•Microdermabrasion + เกล็ดเลือดเข้มข้น PRP
•Ablative RF with topical retinoic acid cream เป็นต้น

การรักษารอยแตกลายต้องใช้เวลาและความอดทนในการรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาเรียบ เนียนดังเดิมครับ

J Am Acad Dermatol. 2017 Sep;77(3):559-568.e18.
Indian Dermatol Online J 2019;10:380-95.

>>> การดูแลหลังการดูแลรักษาด้วยเลเซอร์
• ประคบเย็นบ่อยๆ ในวันแรก
• ทาครีมลดอาการแดงหนาๆ บ่อยๆ และทาครีมที่ชุ่มชื้นมากเป็นพิเศษ
• บำรุงผิวด้วยสกินแคร์ที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และห้ามใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง หรือสารจำพวกกรดอ่อน
• ไม่ควรออกแดด หรือโดนแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากจำเป็นต้องออกที่แจ้งให้ป้องกันตัวเองจากแสงแดดด้วยการสวมแว่นตากันแดด สวมหมวก สวมเสื้อแขนยาว หรือกางร่ม เป็นต้น
• ทาครีมกันแดดที่ป้องกัน UVA และ UVB มีค่า SPF 40-50 เป็นประจำ หากมีกิจกรรมกลางแจ้ง แดดจัด แนะนำให้ทาครีมกันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง

Cr: หมอรุจชวนคุย

ตัวอย่างเทคนิคการดูแลรักษารอยแตกลายด้วยเลเซอร์ครับ
https://bit.ly/3u9cFWR 
https://youtu.be/jeQ7yWgji7o 
https://youtube.com/shorts/7SGnWF4LxwE?feature=share 
https://vt.tiktok.com/ZSd6hmj5H/ 
https://www.blockdit.com/posts/624b25864859d435c0984840 
https://youtu.be/rTlYQNFS3eI 

...


คลิก!! จองสิทธิ์!! เพื่อรับข้อเสนอพิเศษ
(จำนวนจำกัด)

http://line.me/ti/p/@Demedclinic


...
ปรึกษาคุณหมอหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 063-959-4392 / 063-896-2514
Line: http://line.me/ti/p/@Demedclinic 
Line: @Demedclinic
Wechat/Whatsapp: Demedclinic
IG: https://www.instagram.com/drsuparuj  
www.facebook.com/drsuparuj  
Youtube: https://bit.ly/3p20YLE  
Blockdit: https://bit.ly/3d8vYr1 
https://vt.tiktok.com/ZSJ141Mdf/ 
https://mobile.twitter.com/drruj1  
www.demedclinic.com    / www.demedhaircenter.com   

Powered by MakeWebEasy.com